วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

พาณิชย์เล็งส่งออกปีหน้าโต 5%

พาณิชย์เล็งส่งออกปีหน้าโต 5%
หามาตรการช่วยผู้ประกอบการ
จัดทำโดย
น.ส.กัตติมาส ไกรสินธุ์

เลขทะเบียน 4901202128

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการส่งออกจะเสนอเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยปี 52 อย่างเป็นทางการให้ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ รับทราบวันที่ 15 ธ.ค. นี้ คาดว่าจะกำหนดตัวเลขส่งออกปีหน้าขยายตัว 5% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่กระทรวงพาณิชย์เคยประเมินไว้ช่วงเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ว่าการส่งออกปีหน้าจะขยายตัว 10% โดยตัวเลขนี้มาจากการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการหารือกับภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ และการประเมินของหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ทูตพาณิชย์ประเมิน ใหม่ช่วงปลายเดือน พ.ย. ได้ลดเป้าการขยายตัวส่งออกรายตลาด โดยเฉพาะตลาดหลัก เมื่อเทียบกับการประเมินช่วงเดือน ต.ค. โดยตลาดสหรัฐ ปรับลดเป้าเหลือ 2% จากเดิม 4% ญี่ปุ่น 3% เดิม 5% สหภาพยุโรป 4% เดิม 5% อาเซียน 5% เดิม 10% ส่วนตลาดใหม่ ฮ่องกง คงเป้าเดิม 8% ไต้หวัน คงเป้าเดิม 3.5% แคนาดา คงเป้าเดิม 5% ที่เหลือ เช่น เกาหลีใต้ ลดเป้าเหลือ 5% จากเดิม 12% ตะวันออกกลาง 18% เดิม 17.7% แอฟริกา 17% เดิม 20% ลาตินอเมริกา 16% เดิม 20% ยุโรปตะวันออก 20% เดิม 25% เอเชียใต้ 20% เดิม 25% จีน 15% เดิม 17%
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า จะเสนอเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยปีหน้าให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์รับทราบอย่างเป็นทางการ หลังจากหารือกับผู้ประกอบการสินค้าภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งสอบถามความเห็นจากทูตพาณิชย์แล้ว คาดว่าการส่งออกปีหน้าจะยังขยายตัวอยู่ เพราะจากการหารือกับภาคเอกชน ส่วนใหญ่มองว่าจะส่งออกได้มากขึ้น เช่น ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ของขวัญของชำร่วย แฟชั่น สิ่งทอ เสื้อผ้า อัญมณีและเครื่องประดับ คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น 3-5% ส่วนสินค้าหมวดอาหาร ปริมาณส่งออกไม่น่าลดลง แต่ราคาอาจลดลงบ้าง แต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มยานยนต์ น่าเป็นห่วงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดทำมาตร การเฉพาะหน้า ช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพคล่องตึงตัว เพราะห่วงว่าไตรมาส 1 และ 2 สถาบันการเงินจะเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยมีแผนหารือกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ให้มาช่วยเหลือ และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเป็นกรณีเร่งด่วน รวมทั้งสนับสนุนการส่งออกธุรกิจบริการมากขึ้น เพราะจากการหารือกับผู้ประกอบการ เห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง คาดว่าปี 52 จะทำรายได้เข้าประเทศได้ 895,000 ล้านบาท จากธุรกิจก่อสร้าง ซอฟต์แวร์ ดิจิทัล คอนเทนต์ สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยว ร้านอาหารไทย และโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น.

ที่มา http://www.dailynews.co.th (วันที่ 15 ธันวาคม 2551)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คำถาม

1.ตัวเลขที่คาดหมายการส่งออกสินค้าไทยปี 52 ได้จากการรวบรวมข้อมูลจากที่ใดบ้าง


2.สินค้าที่คาดว่าจะมีการส่งออกได้มากขึ้น ประกอบด้วยสินค้าประเภทใดบ้าง


3.มาตรการที่จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพคล่องตึงตัว มีอะไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2551

จัดทำโดย
นางสาวขนิษฐา ร้อยอำแพง
เลขทะเบียน4901102127


นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้แถลงข่าวรายงาน
ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่มีสัญญาณขยายตัวชะลอลง เนื่องจากอุปสงค์จากต่างประเทศจากปริมาณการส่งออกเริ่มปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก สำหรับอุปสงค์ภายในประเทศด้านการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณ ชะลอตัวลงเช่นกัน ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องตามภาระค่าครองชีพ จากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง และผลของมาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ในระดับมั่นคงจากความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลงมาก อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงและผลของ 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
1. การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 3 ของปี2551ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเครื่องชี้การบริโภคจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (ณ ราคาคงที่) ขยายตัวร้อยละ 16.1 ต่อปีในไตรมาสที่ 3 เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 9.4 ต่อปี เนื่องจากภาระค่าครองชีพที่ลดลงตามระดับราคาสินค้าที่เริ่มปรับตัวลง ส่งผลทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับเครื่องชี้การบริโภคจากปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังคงขยายตัวได้ในระดับสูงที่ร้อยละ 29.8 ต่อปี เช่นเดียวกับเครื่องชี้การบริโภคสินค้าคงทนจากยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวถึงร้อยละ 15.0 ต่อปี เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 5.4 ต่อปี สะท้อนการใช้จ่ายของประชาชนในเขตภูมิภาคที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง เนื่องจากรายได้เกษตรกรที่สูงขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าอัตราขยายตัวของราคาสินค้าเกษตรจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ แนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไปอาจจะเริ่มมีทิศทางชะลอลง เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคเอกชนต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นเครื่องชี้แนวโน้มการบริโภคในอนาคตปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 70.6 จากระดับ71.9 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองที่กระทบต่อความเชื่อมั่น และปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทย
2. การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 เริ่มมีสัญญาณของการชะลอตัวลงต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 โดยเครื่องชี้ด้านการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่สะท้อนจากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ไตรมาสที่ 3 ขยายตัวร้อยละ 22.2 ต่อปี ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ร้อยละ 29.3 ต่อปี เช่นเดียวกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ ช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 3 หดตัวลงมากจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ร้อยละ -16.1 ต่อปี สำหรับการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร ที่วัดจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนขยายตัวร้อยละ 13.1 ต่อปี ในไตรมาสที่ 3 สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อยโดยมีสาเหตุมาจากการขยายตัวที่สูงเป็นพิเศษจากการนำเข้าแท่นขุดเจาะในเดือนกรกฎาคม แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (เดือนสิงหาคม – กันยายน 2551) ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนเริ่มขยายตัวชะลอลงมากเฉลี่ย 2 เดือนที่ร้อยละ 6.0 ต่อปี สำหรับเครื่องชี้การลงทุนจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3 ที่หดตัวลงมากจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ร้อยละ -25.8 ต่อปี โดยเป็นการหดตัวของรถบรรทุกและรถปิคอัพเป็นหลัก
3. เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจด้านการคลังในในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 พบว่ารายได้จัดเก็บภาษีของรัฐบาล จาก 3 กรมจัดเก็บยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยขยายตัวร้อยละ 12.4 ต่อปี ในไตรมาสที่ 3 สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศในช่วงที่ผ่านมาที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง สำหรับภาษีฐานรายได้ขยายตัว ร้อยละ 17.4 ต่อปีในไตรมาสที่ 3 สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 16.2 ต่อปี สะท้อนถึงผลประกอบการของบริษัทเอกชนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2551 ที่ขยายตัวในเกณฑ์ดี และภาษีฐานการบริโภค ขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 21.8 ต่อปีในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัว ร้อยละ 15.8 ต่อปี เนื่องจากการบริโภคที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยด้านราคาสินค้าและบริการที่ขยายตัว ในระดับสูง ทั้งนี้ รายได้จัดเก็บของรัฐบาลทั้งปีงบประมาณ 2551 จัดเก็บได้รวมทั้งสิ้น 1,547.2 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.1 จากช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับรายจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 3 ปี 2551 สามารถเบิกจ่ายได้รวมทั้งสิ้น 413.3 พันล้านบาทส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2551 (เดือนตุลาคม 2550 – กันยายน 2551) เบิกจ่ายได้ 1,633.4 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.8 ต่อปี โดยเป็นการเบิกจ่ายในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2551 จำนวน 1,532.5 พันล้านบาท คิดเป็นอัตรา การเบิกจ่ายที่ร้อยละ 92.3 ของกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี (1,660 พันล้านบาท) ในการนี้ รัฐบาลขาดดุลเงินสด (ก่อนกู้) ทั้งปีงบประมาณ 2551 รวม -78.7 พันล้านบาท สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย
4. การส่งออกในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 เริ่มขยายตัวในทิศทางที่ชะลอลง โดยปริมาณการส่งออกในไตรมาสที่ 3 ขยายตัวที่ร้อยละ 8.9 ต่อปี ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว ร้อยละ 11.3 ต่อปี โดยเป็นการลดลงของสินค้าหมวดอิเลคทรอนิกส์เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณามูลค่าการส่งออกแล้วจะพบว่ายังขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 25.2 ต่อปี เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากราคาสินค้าส่งออกที่ปรับตัวสูงขึ้นที่ร้อยละ 15.0 ต่อปีในไตรมาสที่ 3 เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 12.5 ต่อปีในไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะราคาสินค้าส่งออกหมวดเกษตรกรรมที่ขยายตัวร้อยละ 52.2 ต่อปี ในไตรมาสที่ 3 ขณะที่เมื่อพิจารณาจากมิติคู่ค้าแล้วจะพบว่าตลาดส่งออกใหม่ เช่น ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย ยังคงขยายตัวได้ดี แต่ตลาดหลักในสหรัฐ ยุโรป และจีน เริ่มมีการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ในขณะที่การนำเข้าในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ยังคงขยายตัวในระดับสูง โดยเป็นการขยายตัวของปริมาณสินค้านำเข้าเป็นหลัก โดยในไตรมาสที่ 3 ขยายตัวร้อยละ 20.5 ต่อปี เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวร้อยละ 10.2 ต่อปี โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบที่ปริมาณนำเข้ายังขยายตัวในระดับสูงในไตรมาสที่ 3 ขณะที่ราคาสินค้านำเข้าโดยรวมเริ่มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 16.0 ต่อปี โดยเป็นการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันเป็นหลัก ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกที่ต่ำกว่ามูลค่าการนำเข้าทำให้ดุลการค้าในไตรมาสที่ 3 ขาดดุล จำนวน -1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
5. สำหรับเครื่องชี้ในด้านอุปทานในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 พบว่า ผลผลิตภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการจากการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่มีสัญญาณการชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยเครื่องชี้ภาคการเกษตรที่วัดจากดัชนีการผลิตสินค้าเกษตรขยายตัวที่ร้อยละ 9.4 ต่อปี ชะลอลงมากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 12.2 ต่อปี ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรเริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงร้อยละ 35.5 ต่อปี ในไตรมาสที่ 3 จากที่ขยายตัวถึงร้อยละ 38.2 ต่อปี ในไตรมาสที่ 2 ตามภาวะราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ชะลอลง ในขณะที่ภาคบริการจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 หดตัวลง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 3.35 ล้านคน หดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ -3.0 ต่อปี อันเป็นผลกระทบจากความไม่เชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างประเทศจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเป็นสำคัญ ด้านเครื่องชี้เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมพบว่า ดัชนีผลผลิต อุตสาหกรรม (เบื้องต้น) ในไตรมาสที่ 3 ขยายตัวที่ร้อยละ 6.1 ต่อปี ชะลอลงจากไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวร้อยละ 9.4 ต่อปี โดยอุตสาหกรรมการผลิตที่มีการชะลอตัวลงได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป ยานยนต์ และอุตสาหกรรมเครื่องหนังที่เริ่มชะลอลงตามความต้องการของตลาดโลก
6. เสถียรภาพเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะเสถียรภาพภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นจากความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ร้อยละ 7.2 ต่อปี ปรับตัวลดลงจากร้อยละ 7.6 ต่อปี ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และผลของ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคนที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ อัตราการว่างงานในช่วงสองเดือนแรกของไตรมาสที่ 3 ยังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.3 ของกำลังแรงงานรวม ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ร้อยละ 1.4 ของกำลังแรงงานรวม สำหรับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ณ เดือนสิงหาคม 2551 อยู่ที่ร้อยละ 35.5 ซึ่งยังคงต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตั้งไว้ไม่เกิน ร้อยละ 50.0 ค่อนข้างมาก สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศยังอยู่ในระดับมั่นคงและสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของวิกฤติการเงินโลก สะท้อนได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 อยู่ในระดับสูงที่ 102.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 4 เท่า
ที่มา http://emis.fpo.go.th/
คำถาม
1.เศรษฐกิจการคลังประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2551เป็นอย่างไร
2.การส่งออกในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ขยายตัวในทิศทางใด
3.สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ณ เดือนสิงหาคม 2551 เป็นร้อยละเท่าไร

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

มอบรางวัล “บริษัทยอดแย่” แห่งปี


จัดทำบทความโดย

นางสาวสศิธรพันหว้า 4901100194

นางศศิวรรณ ปริญญาตร เจ้าหน้าที่ฝ่ายทดสอบสินค้า และผลิตภัณฑ์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า มูลนิธิโดยวารสาร “ฉลาดซื้อ” ร่วมกับสหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมีสมาชิกทั่วโลก 115 ประเทศ ตกลงใจประกาศผลการตัดสินรางวัล “บริษัทยอดแย่” ประจำปี 2551 (Bad Company Awards 2008) วันนี้ (2 ธ.ค.) จากรายชื่อและกิจกรรมของบริษัททั่วโลกที่สมาชิกได้ส่งเข้าชิงตำแหน่ง และได้รับการตัดสินโดยคณะผู้ตัดสินที่ประกอบไปด้วย เลขาธิการสหพันธ์ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรสมาชิก เพื่อเลือกบริษัท 5 แห่งที่มีความโดดเด่นสมควรได้รางวัลนี้ไปครอบครอง ได้แก่


1. เทสโก้ สำหรับการเป็นผู้สามารถสกัดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ยอดเยี่ยม ทั้งนี้ บริษัทได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสื่อมวลชนไทย 3 คน เป็นเงินรวมกันถึง 34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์ฯ) จากการที่พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์การเปิดสาขาเพิ่มขึ้นในประเทศไทย
2. เคลลอกส์ และเลโก้ รางวัลนี้มอบให้สำหรับไอเดียกระฉูดของบริษัทในการทำขนมหวานสำหรับเด็กออกมาในรูปแบบของตัวต่อพลาสติกที่เด็กๆทั่วโลกรู้จักกันดี ซึ่งพ่อแม่ทุกคนคงไม่ต้องการให้ลูกเผลอรับประทานตัวต่อเลโก้เข้าไปเป็นแน่
3. ซัมซุง สำหรับการพยายามสร้างความหลากหลายให้กับธุรกิจตน ซึ่งองค์กรผู้บริโภครับไม่ได้ที่ซัมซุงผลิตรถถังควบคู่กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่รู้จักกันดี เช่น โทรทัศน์ และโทรศัพท์มือถือ แม้จะอ้างว่าเป็นการทำเพื่อนำสันติมาสู่โลกก็ตาม
4. โตโยต้า สำหรับการสร้างภาพ แม้จะจริงอยู่ โตโยต้าผลิตรถรุ่นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ขณะเดียวกันก็ผลิตรถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ถึง 170 กรัมต่อ กม. แถมยังโฆษณาว่ารุ่นนี้แหละคือรถที่ธรรมชาติก็อยากเป็นเจ้าของ
5. อิไล ลิลลี่ สำหรับการระดมทำการตลาด “เกินขนาด” เพื่อขายยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศโดยไม่สนใจว่าโฆษณาจะผิดกฎหมายหรือไม่

ที่มา...หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม 2551


คำถาม

1.บริษัทที่ได้รับรางวัลทั้ง 5 บริษัท ได้แก่

2.เพราะเหตุใด บริษัทเคลลอกส์ และเลโก้ จึงได้รับรางวัลนี้

3.บริษัทใดที่ผลิตรถถังควบคู่กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอ้างว่าเป็นการทำเพื่อนำสันติมาสู่โลก


วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความเสี่ยงจากการลงทุน

จัดทำบทความโดย นางสาวชนาภา ม่วงพิณ เลขทะเบียน 4901100174

ความเสี่ยงจากการลงทุน คือ โอกาสที่จะสูญเสียเงินที่ลงทุน

ประเภทของความเสี่ยง
เราสามารถแบ่งความเสี่ยงออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงความสามารถในทำกำไรของบริษัท อันเป็นเหตุให้ผู้ลงทุนต้องสูญเสียรายได้ หรือเงินลงทุน ประกอบด้วย ความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ และความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม
2. ความเสี่ยงทางตลาด (Market Risk) คือ การสูญเสียเงินลงทุนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งเป็นไปตาม
อุปสงค์ และอุปทานของตลาด
3. ความเสี่ยงในอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในอัตรา
ดอกเบี้ยในตลาด
4. ความเสี่ยงจากอำนาจซื้อ (Purchasing Power Risk) คือ ความเสี่ยงทีเกิดจากอำนาจซื้อของเงินที่ลดลง ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่ออำนาจซื้อ คือ
ภาวะเงินเฟ้อ

[ Business Risk Model Framework
กรอบความเสี่ยงของธุรกิจ (Business Risk Model Framework) นั้นจะช่วยให้หน่วยงานทุกระดับภายในบริษัทสามารถระบุถึงความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น โดยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทนั้นอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
2. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)
3. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk)
4. ความเสี่ยงด้านสารสนเทศ (Information Risk)

ความเสี่ยงรวม
ความเสี่ยง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ความเสี่ยงที่เป็นระบบ และความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ
1. ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)
เป็นความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อตลาดทั้งระบบ มักจะเรียกอีกชื่อว่า Market Risk หรือ Undiversificable Risk เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถทำให้ลดลงได้จากการกระจายการลงทุน
2. ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk)
เป็นความเสี่ยงที่เกิดเฉพาะตัวกับธุรกิจ หรือ หลักทรัพย์นั้น ๆ นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงนี้ลงได้ด้วยการจัดพอร์ตลงทุนของตนเองให้มีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม

ศัพท์ทางเทคนิคด้านความเสี่ยง
ภัย (Peril) คือ สาเหตุของความเสียหาย ซึ่งภัยสามารถเกิดขึ้นได้จากภัยธรรมชาติ เช่น เกิดพายุ สึนามิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น ภัยนอกจากจะเกิดขึ้นได้จากภัยธรรมชาติแล้ว ภัยนั้นยังเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ เช่น อัคคีภัย จลาจล ฆาตกรรม เป็นต้น สำหรับสาเหตุสุดท้ายที่จะเกิดภัยได้นั้นคือภัยที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะภัยที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นอีกสาเหตุที่สำคัญ เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วคนทั้งประเทศ หรือทั้งภูมิภาคจะได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง
ความเสี่ยง (Risk) คือ ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ความเสี่ยงนั้น ๆ จะมีแนวโน้มที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อยในบริษัท
สภาวะที่จะทำให้เกิดความเสียหาย (Hazard) คือ สภาพเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น โดยสภาวะต่าง ๆ นี้สามารถแบ่งออกได้เป็น สภาวะทางด้านกายภาพ (Physical) คือ สภาวะของโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย เช่น ชนิดและทำเลที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้าง อาจเอื้อต่อการเกิดเพลิงไหม้ สภาวะทางด้านศีลธรรม (Moral) คือ สภาวะของโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากความไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน เช่น การฉ้อโกงของพนักงาน และสภาวะด้านจิตสำนึกในการป้องกันความเสี่ยง (Morale) คือ สภาวะที่ไม่ประมาทและเลินเล่อ หรือการไม่เอาใจใส่ในการป้องกันความเสี่ยง เช่น การที่พนักงานปล่อยให้เครื่องจักรทำงานโดยไม่ควบคุม

Strategic Risk
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการกำหนดแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงานและการนำไปปฏิบัติไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก (External Factor Risks) และความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน (Internal Factor Risks)

Operational Risk
ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) เป็นความเสี่ยงที่ทุกธุรกิจจะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานของธุรกิจตามปกติ แต่ธุรกิจจะต้องหาวิธีการในการจัดการป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าหากธุรกิจปล่อยให้มีความเสี่ยงในด้านปฏิบัติการเกิดขึ้นมาก ผลการดำเนินงานของธุรกิจอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นของบริษัทลดลงด้วย

Financial Risk
ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) เป็นอีกประเภทของความเสี่ยงที่มีความสำคัญต่อบริษัทและองค์กรทั่วไป ความเสี่ยงด้านการเงินนี้ประกอบด้วยความเสี่ยงในการบริหารเงิน (Treasury Risks) ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risks) และ ความเสี่ยงในการซื้อขายตราสารการเงิน (Trading Risks)



Information Risk
ความเสี่ยงด้านสารสนเทศ (Information Risk) เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในด้านสารสนเทศหรือข้อมูลทางบัญชี งบการเงิน การรายงานต่าง ๆ ทางการเงิน ความเสี่ยงด้านภาษี รวมไปถึงความเสี่ยงในด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ซึ่งความเสี่ยงด้านสารสนเทศนี้สามารถแบ่งความเสี่ยงออกเป็น 3 ประเภท คือ ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risks) ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน (Operational Risks) และ ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technological Risks)

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/

คำถาม

1. ประเภทของความเสี่ยงมีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง

2. ความเสี่ยงรวมแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่อะไรบ้าง

3. Strategic Risk หมายถึงอะไร

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

'ตัน'รุกซื้อกิจการเพิ่มพอร์ตรายย่อย


จัดทำบทความโดย
นางสาวชุติมา เจริญชนม์ 4901100540



"ตัน คอง คูน" ซีอีโอแบงก์กรุงศรีฯ เปิดแผนธุรกิจปีหน้า ใช้จุดแข็งจากฐานเงินกองทุนสูงสร้างรายได้ให้มากที่สุด เน้นเข้าซื้อกิจการในธุรกิจที่มีความสอดคล้องและราคาเหมาะสมโดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย หวังเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยเป็น 50% ในปี 2553 ขณะที่ในปีหน้าวางแผนสินเชื่อโตตามจีดีพีคาดโดยเฉลี่ยขยายตัว 7%
นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของธนาคารในปี 2552 มีเป้าหมายขยายสินเชื่อในทุกกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่มีโอกาสเพิ่มสัดส่วนได้อีก โดยที่ธนาคารตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% ของสินเชื่อรวมในปี 2553 จากล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2551 ที่มีสัดส่วน 35% ซึ่งเป็นการเติบโตที่มาจากทั้งธุรกิจปกติและการเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะการที่ธนาคารมีเงินกองทุนสูง ทำให้ต้องพยายามใช้เงินกองทุนเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด (ปัจจุบันเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารอยู่ที่ 18%)
"จากการที่ธนาคารมีฐานเงินกองทุนสูง จึงพยายามใช้เงินกองทุนเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด ด้วยแนวทางการขยายธุรกิจโดยวิธีการเข้าซื้อกิจการนั้น โดยจะพิจารณาจากธุรกิจมีความสอดคล้อง หรือราคาเหมาะสมและต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธนาคารได้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอคำตอบจากที่ได้เสนอราคาซื้อพอร์ตสินทรัพย์ไปแล้ว" นายตัน คอง คูน กล่าว
/jสำหรับปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อ 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเติบโตของลูกค้ารายใหญ่กับสินเชื่อเอสเอ็มอีวงเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท และสินเชื่อรายย่อยประมาณ 15,000-16,000 ล้านบาท (และจากการเข้าซื้อกิจการอีก 80,000 ล้านบาท) โดย 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) สินเชื่อเติบโตขึ้นเป็น 101,000 ล้านบาท และภายในสิ้นปี 2551 สินเชื่อรวมจะอยู่ที่ 110,000 ล้านบาท
นายตัน คอง คูน กล่าวว่า แผนการปล่อยสินเชื่อในปีหน้า ฝ่ายวิจัยของธนาคารคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีปีหน้าไว้ที่ประมาณ 3.5-4.5% ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อโดยอิงตามการเติบโตของจีดีพี โดยปีหน้าสินเชื่อจะเติบโตได้ 7% เป็นการตั้งเป้าขยายสินเชื่อใน 3 กลุ่มธุรกิจทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะเติบโตได้ในอัตรา 1-1.5 เท่าของจีดีพี ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีจะเติบโตสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่คือ ประมาณ 1.5-2เท่าของจีดีพี และธุรกิจการเงินเพื่อรายย่อย (คอนซูเมอร์แบงกิ้ง)ประมาณการเติบโตประมาณ 2-3 เท่าตัวของจีดีพี โดยเฉพาะความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัย


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2374 13 พ.ย. - 15 พ.ย. 2551

คำถาม


1."ตัน คอง คูน"เน้นเข้าซื้อกิจการทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย หวังเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในปี 2553



2.ปัจจุบัน เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์



3.ฝ่ายวิจัยขอธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดการณ์การเติบโตของ GDP ปีหน้าไว้ที่ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์