วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความเสี่ยงจากการลงทุน

จัดทำบทความโดย นางสาวชนาภา ม่วงพิณ เลขทะเบียน 4901100174

ความเสี่ยงจากการลงทุน คือ โอกาสที่จะสูญเสียเงินที่ลงทุน

ประเภทของความเสี่ยง
เราสามารถแบ่งความเสี่ยงออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงความสามารถในทำกำไรของบริษัท อันเป็นเหตุให้ผู้ลงทุนต้องสูญเสียรายได้ หรือเงินลงทุน ประกอบด้วย ความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ และความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม
2. ความเสี่ยงทางตลาด (Market Risk) คือ การสูญเสียเงินลงทุนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งเป็นไปตาม
อุปสงค์ และอุปทานของตลาด
3. ความเสี่ยงในอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในอัตรา
ดอกเบี้ยในตลาด
4. ความเสี่ยงจากอำนาจซื้อ (Purchasing Power Risk) คือ ความเสี่ยงทีเกิดจากอำนาจซื้อของเงินที่ลดลง ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่ออำนาจซื้อ คือ
ภาวะเงินเฟ้อ

[ Business Risk Model Framework
กรอบความเสี่ยงของธุรกิจ (Business Risk Model Framework) นั้นจะช่วยให้หน่วยงานทุกระดับภายในบริษัทสามารถระบุถึงความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น โดยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทนั้นอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
2. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)
3. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk)
4. ความเสี่ยงด้านสารสนเทศ (Information Risk)

ความเสี่ยงรวม
ความเสี่ยง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ความเสี่ยงที่เป็นระบบ และความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ
1. ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)
เป็นความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อตลาดทั้งระบบ มักจะเรียกอีกชื่อว่า Market Risk หรือ Undiversificable Risk เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถทำให้ลดลงได้จากการกระจายการลงทุน
2. ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk)
เป็นความเสี่ยงที่เกิดเฉพาะตัวกับธุรกิจ หรือ หลักทรัพย์นั้น ๆ นักลงทุนสามารถลดความเสี่ยงนี้ลงได้ด้วยการจัดพอร์ตลงทุนของตนเองให้มีการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม

ศัพท์ทางเทคนิคด้านความเสี่ยง
ภัย (Peril) คือ สาเหตุของความเสียหาย ซึ่งภัยสามารถเกิดขึ้นได้จากภัยธรรมชาติ เช่น เกิดพายุ สึนามิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น ภัยนอกจากจะเกิดขึ้นได้จากภัยธรรมชาติแล้ว ภัยนั้นยังเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ เช่น อัคคีภัย จลาจล ฆาตกรรม เป็นต้น สำหรับสาเหตุสุดท้ายที่จะเกิดภัยได้นั้นคือภัยที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะภัยที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นอีกสาเหตุที่สำคัญ เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วคนทั้งประเทศ หรือทั้งภูมิภาคจะได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง
ความเสี่ยง (Risk) คือ ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ความเสี่ยงนั้น ๆ จะมีแนวโน้มที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อยในบริษัท
สภาวะที่จะทำให้เกิดความเสียหาย (Hazard) คือ สภาพเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น โดยสภาวะต่าง ๆ นี้สามารถแบ่งออกได้เป็น สภาวะทางด้านกายภาพ (Physical) คือ สภาวะของโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย เช่น ชนิดและทำเลที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้าง อาจเอื้อต่อการเกิดเพลิงไหม้ สภาวะทางด้านศีลธรรม (Moral) คือ สภาวะของโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากความไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน เช่น การฉ้อโกงของพนักงาน และสภาวะด้านจิตสำนึกในการป้องกันความเสี่ยง (Morale) คือ สภาวะที่ไม่ประมาทและเลินเล่อ หรือการไม่เอาใจใส่ในการป้องกันความเสี่ยง เช่น การที่พนักงานปล่อยให้เครื่องจักรทำงานโดยไม่ควบคุม

Strategic Risk
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการกำหนดแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงานและการนำไปปฏิบัติไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก (External Factor Risks) และความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน (Internal Factor Risks)

Operational Risk
ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) เป็นความเสี่ยงที่ทุกธุรกิจจะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานของธุรกิจตามปกติ แต่ธุรกิจจะต้องหาวิธีการในการจัดการป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าหากธุรกิจปล่อยให้มีความเสี่ยงในด้านปฏิบัติการเกิดขึ้นมาก ผลการดำเนินงานของธุรกิจอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นของบริษัทลดลงด้วย

Financial Risk
ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) เป็นอีกประเภทของความเสี่ยงที่มีความสำคัญต่อบริษัทและองค์กรทั่วไป ความเสี่ยงด้านการเงินนี้ประกอบด้วยความเสี่ยงในการบริหารเงิน (Treasury Risks) ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risks) และ ความเสี่ยงในการซื้อขายตราสารการเงิน (Trading Risks)



Information Risk
ความเสี่ยงด้านสารสนเทศ (Information Risk) เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในด้านสารสนเทศหรือข้อมูลทางบัญชี งบการเงิน การรายงานต่าง ๆ ทางการเงิน ความเสี่ยงด้านภาษี รวมไปถึงความเสี่ยงในด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ซึ่งความเสี่ยงด้านสารสนเทศนี้สามารถแบ่งความเสี่ยงออกเป็น 3 ประเภท คือ ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risks) ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน (Operational Risks) และ ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technological Risks)

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/

คำถาม

1. ประเภทของความเสี่ยงมีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง

2. ความเสี่ยงรวมแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่อะไรบ้าง

3. Strategic Risk หมายถึงอะไร

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

'ตัน'รุกซื้อกิจการเพิ่มพอร์ตรายย่อย


จัดทำบทความโดย
นางสาวชุติมา เจริญชนม์ 4901100540



"ตัน คอง คูน" ซีอีโอแบงก์กรุงศรีฯ เปิดแผนธุรกิจปีหน้า ใช้จุดแข็งจากฐานเงินกองทุนสูงสร้างรายได้ให้มากที่สุด เน้นเข้าซื้อกิจการในธุรกิจที่มีความสอดคล้องและราคาเหมาะสมโดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย หวังเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยเป็น 50% ในปี 2553 ขณะที่ในปีหน้าวางแผนสินเชื่อโตตามจีดีพีคาดโดยเฉลี่ยขยายตัว 7%
นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของธนาคารในปี 2552 มีเป้าหมายขยายสินเชื่อในทุกกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่มีโอกาสเพิ่มสัดส่วนได้อีก โดยที่ธนาคารตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% ของสินเชื่อรวมในปี 2553 จากล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2551 ที่มีสัดส่วน 35% ซึ่งเป็นการเติบโตที่มาจากทั้งธุรกิจปกติและการเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะการที่ธนาคารมีเงินกองทุนสูง ทำให้ต้องพยายามใช้เงินกองทุนเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด (ปัจจุบันเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารอยู่ที่ 18%)
"จากการที่ธนาคารมีฐานเงินกองทุนสูง จึงพยายามใช้เงินกองทุนเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด ด้วยแนวทางการขยายธุรกิจโดยวิธีการเข้าซื้อกิจการนั้น โดยจะพิจารณาจากธุรกิจมีความสอดคล้อง หรือราคาเหมาะสมและต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธนาคารได้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอคำตอบจากที่ได้เสนอราคาซื้อพอร์ตสินทรัพย์ไปแล้ว" นายตัน คอง คูน กล่าว
/jสำหรับปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อ 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเติบโตของลูกค้ารายใหญ่กับสินเชื่อเอสเอ็มอีวงเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท และสินเชื่อรายย่อยประมาณ 15,000-16,000 ล้านบาท (และจากการเข้าซื้อกิจการอีก 80,000 ล้านบาท) โดย 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) สินเชื่อเติบโตขึ้นเป็น 101,000 ล้านบาท และภายในสิ้นปี 2551 สินเชื่อรวมจะอยู่ที่ 110,000 ล้านบาท
นายตัน คอง คูน กล่าวว่า แผนการปล่อยสินเชื่อในปีหน้า ฝ่ายวิจัยของธนาคารคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีปีหน้าไว้ที่ประมาณ 3.5-4.5% ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อโดยอิงตามการเติบโตของจีดีพี โดยปีหน้าสินเชื่อจะเติบโตได้ 7% เป็นการตั้งเป้าขยายสินเชื่อใน 3 กลุ่มธุรกิจทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะเติบโตได้ในอัตรา 1-1.5 เท่าของจีดีพี ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีจะเติบโตสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่คือ ประมาณ 1.5-2เท่าของจีดีพี และธุรกิจการเงินเพื่อรายย่อย (คอนซูเมอร์แบงกิ้ง)ประมาณการเติบโตประมาณ 2-3 เท่าตัวของจีดีพี โดยเฉพาะความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัย


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2374 13 พ.ย. - 15 พ.ย. 2551

คำถาม


1."ตัน คอง คูน"เน้นเข้าซื้อกิจการทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย หวังเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในปี 2553



2.ปัจจุบัน เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์



3.ฝ่ายวิจัยขอธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดการณ์การเติบโตของ GDP ปีหน้าไว้ที่ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์